ซอสามสาย

posted on 18 Dec 2010 00:15 by mahoree
ซอสามสาย
ซอสามสาย จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่อง"สี"ชนิดหนึ่งของไทย  ตามรูปพรรณสัณฐานที่เป็นเครื่องสีเรียกว่า"ซอ" ประกอบกับการมีสายซอทั้งหมด๓เส้น จึงเรียกว่าซอสามสาย มีรูปร่างหน้าตาวิจิตรพิสดาร อีกทั้งเสียงที่ไพเราะและแปลกหู
 
จากหนังสือจินดามณีเล่ม 1-2 หน้า 45 พรรณนาถึงวงมโหรีไว้ว่า

นางขับขานเสียงแจ้ว พึงใจ
ตามเพลงกลอนกลใน ภาพพร้อง
มโหรีบรรเลงไฉน ซอพาทย์
ทับกระจับปี่ก้อง เร่งเร้ารัญจวน

ซึ่งโคลงบทนี้อาจพรรณนาถึงวงมโหรีตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148-2163) หรือก่อนหน้านั้นจนลงมาถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ซึ่งเป็นสมัยที่พระโหราธิบดีแต่งคัมภีร์จินดามณีนี้ทูลเกล้าฯถวายก็ได้
พิจารณาตามโคลงบทนี้ วงมโหรีจะมีคนเล่น 5 คนคือนางขับร้อง (คงจะตีกรับด้วย) คนหนึ่ง เป่าปี่หรือเป่าขลุ่ยคนหนึ่ง ดีดกระจับปี่คนหนึ่ง ตีทับคนหนึ่ง และ สีซอสามสายคนหนึ่ง
 
หรือจากจดหมายเหตุลาลูแบร์(หน้า 30) ที่บันทึกไว้ว่า….ชาวสยามมีเครื่องดุริยางค์เล็กๆ น่าเกลียดมาก มีสามสายเรียกว่า “ซอ” ….
ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าซอสามสายเองมีกำเนิดมาไม่ต่ำกว่าช่วงกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีหรือในบางตำราก็กล่าวไว้ว่าซอสามสายมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี(ซอพุงตอ,พวงตอ คือชื่อเรียกซอชนิดหนึ่งในสมัยนั้นที่คาดว่าน่าจะหมายถึงซอสามสายในปัจจุบัน)
 
ซอสามสายของไทยมีชื่อและลักษณะพ้องกับซามิเส็น (Samisen) ของญี่ปุ่น และสานเสี่ยน (San Hsien) ของจีนซึ่งมีสายสามสายเหมือนกันแต่ทั้งสานเสี่ยนของจีนและซามิเส็นของญี่ปุ่นเป็นประเภทเครื่องดีดไม่มีนม (fret) และกะโหลกซอทำเป็นรูป ๔ เหลี่ยมแบน สานเสี่ยนของจีนย่อมุมมนใช้หนังงูขึงส่วนซอสามสายของเราเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสี
 
แต่เดิมใช้เป็นเครื่องประกอบในพระราชพิธี โดยเฉพาะในวง“ ขับไม้ “ ซึ่งใช้บรรเลงขับกล่อมในพระราชพิธี กล่อมพระอู่ หรือพระราชพิธี สมโภชน์ขึ้นระวางช้างต้น “ ( พิธีกล่อมช้าง ) เป็นต้น ส่วนประกอบของซอสามสายมีดังนี้
 
 
- กะโหลก ทำด้วยกะลามะพร้าวชนิดที่มีลักษณะนูนเป็นกระพุ้งออกมา 3 ปุ่ม คล้ายวงแหวน 3 อัน วางอยู่ในรูปสามเหลี่ยมจึงเป็นสามเส้า ผ่ากะลาให้เหลือปุ่มสามเส้า(คล้ายลักษณะหัวช้าง) เพื่อใช้เป็นกะโหลกซอ ที่กะลาด้านบนและด้านล่างเจาะรูเพื่อสอดใส่ไม้ยึดคันทวน โดยให้โผล่ตอนบนยาวกว่าตอนล่าง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชทาน “ ตราภูมิคุ้มห้าม ” ให้กับเจ้าของสวนมะพร้าวพันธุ์นี้ ไม่ต้องเสียภาษีอากรทำให้บรรดาเจ้าของสวนมะพร้าว ทั้งหลายมีกำลังใจที่จะทำนุบำรุงมะพร้าวพันธุ์พิเศษนี้ เพื่อไว้ทำซอสามสายได้ต่อๆ มา ไม่ให้สูญพันธุ์ กะโหลกตรงที่ตัดออกนั้น ต้องขึงหน้าด้วยหนังลูกวัว หรือ หนังแพะ แต่ที่นิยมและมีคุณภาพเสียงดี หนังแพะจะได้คุณภาพที่ดีกว่า ดังปรากฎตามจดหมายเหตุ พ.ศ. 2357 ในรัชกาลที่ 2 เป็นหนังสือของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม ถึงพระยานครศรีธรรมราช ฉบับหนึ่งแจ้งว่า “ ต้องพระราช ประสงค์หนังแพะที่ดีสำหรับจะทำซอ และกลองแขกเป็นอันมาก จัดหาหนังแพะที่กรุงเทพมหานครได้ดีไม่ จึงเกณท์มาให้เมืองนคร จัดซื้อหนังแพะ ที่ดีส่งเข้าไป จะเป็นราคาผืนละเท่าใด ให้บอกเข้าไปให้แจ้ง จะได้พระราชทานเงินราคาให้ “(ในปัจจุบันกะลาที่มีลักษณะนี้ชัดเจนเริ่มหายากจึงได้มีกรรมวิธีในการใช้กรดหรือเปลวไฟดัดขึ้นรูปกะลาเพื่อให้มีลักษณะเป็น๓พูชัดเจนยิ่งขึ้น)
 
- คันทวน ทำด้วยไม้แก่นประกบต่อจากกะโหลกซึ่งมี ๓ ตอนคือ
              
       ทวนล่าง ประกอบด้วย ปากช้างล่าง บากไม้ภายในให้รับกับตอนล่าง ของกะโหลก ถัดจากปากช้างล่างมี รูร้อยหนวดพราหมณ์ คือการควั้นเชือกติดกับ เนื้อไม้เพื่อสำหรับผูกพันสายซอ จากนั้นจะกลึงไม้แก่นเป็นวงๆเรียงลำดับลดหลั่นลงมาเรียกว่า เส้นลวด ต่อจากนั้นจะกลึงเป็น ลูกแก้ว คั่นกลาง แล้วต่อด้วยเส้นลวด ขนาดลดหลั่นเล็กลงไป ล่างสุดจะทำเป็นเท้าซอซึ่งทำด้วยโลหะกลึงกลมปลายแหลมเพื่อตรึงยึดกับพื้น ขณะสี ทวนล่างจะสอดเข้าไปในไม้ยึดประกบชิดติดกับกะโหลกซอด้านล่าง
                   
       ทวนกลาง กลึงลักษณะกลมยาวภายในโปร่ง เพื่อสอดเข้าไปในไม้ยึด ตอนโคนเรียบ จากนั้นจะกลึงเป็นแหวนเรียงลำดับลดหลั่นขึ้นไป(เรียกส่วนนี้ว่า"ปล้องไฉน")  ตอนปลายเป็นโลหะจำพวกเครื่องถม(ถมเงิน ถมทอง)หรือโลหะลงรักแกะสลักประกอบมุขหรืองาเป็นลวดลายต่างๆอย่างวิจิตรงดงาม เช่นเถาพุดตาน เถาดอกผักบุ้ง ประจำยามหน้าสิงห์ใหญ่-เล็ก ลายรดน้ำ เป็นต้น
       ทวนบน กลึงลักษณะกลมภายในโปร่งเรียวใหญ่ขึ้น มีเส้นลวด 4 เส้นๆที่ ๑-๒-๓ เจาะรูทะลุ สำหรับสอดใส่ลูกบิด และเจาะรูสำหรับสายซออีกรูหนึ่ง บริเวณใกล้ตอนรอยต่อทวนกลางกับทวนบน ปลายคันทวนเรียกว่า ลำโพง จะบานผายออก ปลายสุดจะกลึงเป็นเส้นลวดโดยรอบไว้
      
- ลูกบิด ทำด้วยไม้ กลึงกลมเรียว ตอนหัวกลึงเป็นรูปเม็ด ตอนปลายเรียวเล็กลงเพื่อสอดใส่ในรูคันทวนปลาย ตอนปลายสุดจะบากเป็นช่องไว้สำหรับพันผูกสายซอ
 
- สายซอ ใช้สายไหมหรือสายเอ็นพันผูกกับหนวดพราหมณ์ที่ทวนล่าง ขึงผ่านหน้าซอผาดไว้บน หย่อง ซึ่งทำด้วยไม้หรืองา โค้งติดไว้ที่หน้าซอตอนบน เพื่อหนุนสายให้ลอยเหนือคันทวนกลาง

- ปลายทวนกลางจะนำเชือกไหมมารัดสายทั้ง 3 เส้นติดไว้กับคันซอหลายรอบเรียกว่า รัดอก จากนั้นนำสายไหมทั้ง ๓ เส้นจะสอดเข้าไปในรูทวนบนเพื่อไปผูกพันที่ปลายลูกบิด ที่หน้าหนังซอจะใช้รักก้อนเล็กๆประดับด้วยเพชรพลอย สำหรับเป็นเครื่องถ่วงเสียงให้เกิดกังวานดังไพเราะยิ่งขึ้น

- คันชัก ทำด้วยไม้กลมยาว ตอนปลายโค้ง ใช้หางม้าหลายเส้นผูกรวมกันจากปลายคันชักมาสู่โคนคันชัก โดยการนำเชือกอีกเส้นหนึ่งมามัดไว้กับโคนคันชัก เพื่อความสวยงาม ที่ปลายหางม้าจะถักหางเปีย ที่โคนคันชักจะดัดไม้โค้งงอเล็กน้อย

-ถ่วงหน้าของซอสามสาย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ติดอยู่ตรงหน้าซอ เพื่อควบคุมความถี่ของเสียง ทำให้มีเสียงนุ่มนวลไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น อาจมีการตกแต่งด้วยอัญมณีที่มีสีสันสวยงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น
 
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเองก็ทรงชำนิชำนาญในการเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นอย่างเยี่ยม ถึงกับสร้างซอสามสายขึ้นไว้เป็นคู่พระหัตถ์และมีอยู่คันหนึ่งโปรดพระราชทานนามว่า "ซอสายฟ้าฟาด" เล่ากันมาว่าในเวลาว่างพระราชกิจตอนกลางคืนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมักจะโปรดทรงซอสามสาย ถ้าไม่ร่วมวงก็มักจะทรงเดี่ยวด้วยพระองค์เอง
 
จนถึงกับมีเรื่องเล่ากันมาว่าคืนวันหนึ่งภายหลังที่ทรงสีซอสามสายอยู่จนดึกแล้วก็เสด็จเข้าที่พระบรรทมและทรงพระสุบินว่าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งปรากฏในพระสุบินนิมิตนั้นว่า เป็นรมณียสถานสวยงามไม่มีแห่งใดในโลกนี้เสมอเหมือนขณะนั้นก็ได้ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ลอยเข้ามาใกล้พระองค์และสาดแสงสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นก็พลันได้ทรงสดับเสียงดนตรีทิพย์อันไพเราะเสนาะพระกรรณเป็นที่ยิ่ง พระองค์จึงเสด็จประทับทอดพระเนตรทิวทัศน์อันงดงามและทรงสดับเสียงดนตรีอันไพเราะอยู่ด้วยความเพลิดเพลินเจริญพระราชหฤทัย ครั้นแล้วดวงจันทร์ก็ค่อย ๆ เลื่อนลอยถอยห่างออกไปในท้องฟ้าทั้งสำเนียงดนตรีทิพย์นั้นก็ค่อย ๆ ห่างจนหมดเสียงหายไปพลันก็เสด็จตื่นพระบรรทม
 
แม้เสด็จตื่นแล้วเสียงดนตรีในพระสุบินนั้นยังคงกังวานอยู่ในพระโสตจึงโปรดให้ตามหาเจ้าพนักงานดนตรีเข้ามาต่อเพลงดนตรีนั้นไว้แล้วพระราชทานชื่อว่า "เพลงบุหลันลอยเลื่อน" หรือ "บุหลันเลื่อนลอยฟ้า" หรือบางทีก็เรียกว่า "เพลงสรรเสริญพระจันทร์" ซึ่งนักดนตรีจำสืบกันต่อมาจนบัดนี้แต่ที่รู้จักกันดีนั้นในชื่อว่า "เพลงทรงพระสุบิน" เคยใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีมาในสมัยหนึ่ง
 
เข้าใจว่าต่อมาเมื่อมีผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นทำนองอย่างอื่น หรือเป็นทำนองอย่างเพลงฝรั่งขึ้นจึงเลยเรียกเพลงพระสุบินที่ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้นว่า "เพลงสรรเสริญพระบารมีไทย" ทำนองของเพลงทรงพระสุบินนี้เคยใช้เป็นทำนองร้องในบทละคอนเรื่องอิเหนาประกอบบทร้องว่า

"กิดาหยันหมอบกรานอยู่งานพัด     พระบรรทมโสมนัสอยู่ในที่
บุหลันเลื่อนลอยฟ้าไม่ราคี             รัศมีส่องสว่างดังกลางวัน
พระนิ่งนึกตรึกไตรไปมา                 ที่จะแต่งคูหาสตาหมัน
ป่านนี้พระองค์ทรงธรรม์                 จะนับวันเคร่าคอยทุกเวลา"

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งกองเสือป่าขึ้นในรัชกาลที่ ๖สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิตได้ทรงนำเอาเพลงทรงพระสุบินนั้นมาดัดแปลงใช้บรรเลงเป็นเพลงสรรเสริญเสือป่า

 
เสียงของซอสามสาย
  • สายเอก ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ซอล และใช้ปลายนิ้วแตะที่ข้างสายโดยใฃ้นิ้วชี้ จะเป็นเสียง ลา, ใช้นิ้วกลางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วนางแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียงโด, ใช้นิ้วก้อยแตะที่ข้างสายจะเป็นเสียง เร (เสียงสูง) , ใช้นิ้วก้อยรูดที่สายจะเป็นเสียง มี (เสียงสูง)
  • สายกลาง ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง เร และใช้นิ้วชี้กดลงบนสายจะเป็นเสียง มี, ใช้นิ้วกลางกดลงบนสายจะเป็นเสียง ฟา, ใช้นิ้วนางกดลงบนสายเป็นเสียง ซอล
  • สายทุ้ม ถ้าปล่อยไม่จับสายจะเป็นเสียง ลา และใช้นิ้วชี้กดลงที่สายจะเป็นเสียง ที, ใช้นิ้วกลางกดลงที่สายจะเป็นเสียง โด, ใช้นิ้วนางกดลงที่สายจะเป็นเสียง เร

edit @ 18 Dec 2010 01:59:31 by YangThilihn

Comment

Comment:

Tweet

sgfgdfgfgfsgsgfdgdfggser
iolpjlkjlijklljkljk,m

ghdfhggfhgfhgfhgfhgfhgfhghfd 

#2 By (58.11.197.33|58.11.197.33) on 2014-06-08 17:26

#1 By (58.11.197.33|58.11.197.33) on 2014-06-08 17:25